หน้าแรก บล็อก

วัย 1 เดือน กับพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

ช่วงวัย 1 เดือนเป็นช่วงเวลาที่ทั้งฝ่ายคุณแม่และเด็กกำลังปรับตัวเข้าหากัน อันเนื่องมาจากลักษณะการกินนอนของเด็กยังไม่ค่อยลงตัวมากนัก นั้นก็เพราะจะมีช่วงงีบหลับและตื่นสลับกันไป 7 – 8 รอบต่อวัน หรือก็คือตื่นขึ้นมาและส่งเสียงร้องทุก 2 ชั่วโมง แต่เมื่อเด็กมีอายุประมาณ 2 สัปดาห์ก็จะเริ่มมีช่วงหลับที่ยาวนานมากขึ้นประมาณรอบละ 4 – 5 ชั่วโมง ทำให้คุณแม่ได้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น นอกจากการนอนพักผ่อนแล้ว เรามาดูพัฒนาการของเด็กช่วงวัย 1 เดือนกัน

พัฒนาการด้านการเรียนรู้

  • เด็กในช่วงนี้จะเริ่มมีสายตาที่มองชัดมากขึ้น ทำให้เห็นหน้าของคุณแม่ชัดเจนขึ้นกว่าช่วงแรก เวลามีคนยื่นหน้าเข้าไปใกล้กจะได้รับความสนใจมากขึ้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะสมองเริ่มบังคับกล้ามเนื้อตาได้ดีขึ้นมากแล้ว และประสาทตากับสมองก็ทำงานเข้ากันได้มากขึ้น
  • เด็กจะค่อย เรียนรู้ว่าช่วงเวลากลางคืนคือช่วงเวลานอนหลับพักผ่อน เขาก็จะเริ่มนอนหลับยาวในช่วงกลางคืน
  • เด็กจะเริ่มจดจำสิ่งต่าง ได้หากมองเห็นซ้ำ 2 – 3 วินาทีในแต่ละครั้ง ดังนั้นคุณแม่จึงควรแขวนของเล่นโมบายล์เอาไว้ในระยะที่เด็กสามารถมองเห็นได้ง่าย การทำแบบนี้จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการมองเห็นของเด็ก ช่วยให้เด็กเพลิดเพลินในช่วงเวลาที่ตื่นขึ้นมาแล้วอยู่คนเดียว
  • เมื่อเด็กปรับตัวได้แล้ว และพร้อมจะเรียนรู้โลกรอบตัว เด็กก็จะนอนน้อยลง ชอบให้อุ้มเดินไปมา เพื่อที่เด็กจะได้มองเห็นสิ่งต่าง รอบตัวมากขึ้น พร้อมเรียนรู้ไปด้วยทางสายตา

พัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว

  • ในช่วงเดือนที่ 1 เด็กยังไม่สามารถพยุงศีรษะตัวเองขึ้นมาให้ตั้งตรงได้ และมักจะหงายศีรษะไปทางด้านหลัง หรือผงกตกลงมาทางด้านหน้า เพราะแบบนี้แล้วขณะอุ้มจึงควรจะต้องประคองคอเอาไว้ให้ดีเพื่อเลี่ยงการบาดเจ็บ
  • ถ้าหากจับเด็กนอนคว่ำ เด็กจะสามารถหันหน้าไปทางด้านข้างได้เพื่อหายใจและหากจับนอนหงายเด็กอาจจะสามารถพลิกตัวนอนตะแคงได้
  • การเคลื่อนไหวในส่วนของแขนขาที่เกิดขึ้นยังเป็นในลักษณะปฏิกิริยาอัตโนมัติอยู่
  • หากเด็กขยับแขนไปมา แล้วมีมือเข้ามาใกล้ ปากเด้กจะดูดมือนั้นเหมือนดูดนมเลยทีเดียว

พัฒนาการด้านการสื่อสาร

  • เด็กในช่วง 1 เดือนยังสื่อสารกับคนรอบข้างได้เพียงการส่งเสียงร้องยามที่เขาต้องการความช่วยเหลือบางอย่าง และจะเงียบเสียงลงถ้ามีคนมาอุ้ม
  • หากได้ยินเสียงคน เด็กอาจจะส่งเสียงร้องโต้ตอบได้เป็นบางครั้ง
  • เสียงร้องของเด็กคือการสื่อสารชนิดหนึ่งที่เขาใช้เพื่อบอกคนรอบข้างว่า หิว ร้อน หนาว เปียกแฉะ ไม่สบายเนื้อสบายตัว ทั้งหมดนี้คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องใส่ใจและหมั่นสังเกตเพื่อให้รู้ว่าที่เด็กร้องไห้นั้นต้องการให้ทำอะไรเพื่อจัดการได้อย่างเหมาะสม

พัฒนาการด้านอารมณ์

  • เด็กในช่วงวันนี้สามารถแสดงความรู้สึกออกมาได้ผ่านสีหน้า แววตา ท่าทาง
  • เด็กจะสงบ และอารมณ์ดีเมื่อเวลาที่ตื่นนอนมีคนเข้าไปอุ้มพาไปเดินเล่น รับแสงแดดอ่อน หรือเปลี่ยนบรรยากาศแทนที่จะอยู่ที่เดิม ด้วยการอุ้มและพูดคุยเดินเล่นไปด้วย

เด็กในช่วงวัยนี้ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการกรเติบโตในด้านต่าง ที่ดี ทั้งยังทำให้สุขภาพจิต และร่างกายแข็งแรงขึ้นด้วย

พัฒนาสายตา เพื่อเสริมการเรียนรู้ให้เด็กแรกเกิด

เมื่อเด็กทารกคลอดออกมา ส่วนของการมองเห็นจะเริ่มพัฒนาในทันที สายตาของเด็กจะเริ่มรับรู้ต่อแสงสว่างที่อยู่รอบ มีการกระพริบตาเกิดขึ้น แต่การมองเห็นจะไม่ชัดเจนมากนัก เพราะระยะการมองเห็นจะมีเพียง 1 ฟุตเท่านั้น ซึ่งการพัฒนาทางสายตาของเด็กแรกเกิดจะสามารถส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้ได้ในทันที และยังส่งผลต่อระดับของสติปัญญาต่อไปด้วย

พัฒนาการและวิธีการกระตุ้นสายตาเด็กแรกเกิด

ในช่วงเดือนที่ 1

ในช่วงเดือนแรก เด็กจะสามารถมองเห็นได้ในระยะ 8 – 12 นิ้ว สามารถมองตามและโฟกัสไปยังวัตถุที่เคลื่อนไหวได้ มือจะเริ่มขยับไปมาเพื่อพยายามสัมผัสกับสิ่งที่มองเห็น

การกระตุ้นการมองเห็นของช่วงวัยนี้ สามารถทำได้โดยหาของเล่นที่มีเสียงกรุ๊งกริ้ง มาเขย่าผ่านหน้าของเด็กเพื่อให้เด็กมองตาม หรือจะเล่นกับเด็กด้วยการขยับใบหน้าของคุณพ่อคุณแม่เข้าไปใกล้เด็ก หรือทำหัวเอียงซ้ายทีขวาทีเพื่อให้เด็กมองตาม วิธีเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้เด็กใช้สายตาได้ดี ช่วยเสริมพัฒนาการทางสายตา

ในช่วงเดือนที่ 2

เด็กที่เกิดออกมานั้นสามารถมองเห็นสีสันต่าง ได้ตั้งแต่แรก โดยสีที่ได้รับความสนใจมากในช่วงแรกจะเป็นลักษณะสีที่มีการตัดกันอย่างชัดเจน อย่าง ขาวกับดำ เป็นต้น โดยสมองของเด็กในช่วงนี้จะเริ่มเพิ่มการเรียนรู้ การแยกแยะ และจะให้ความสนใจเป็นพิเศษของของที่มีสีสันสดใส นอกจากนี้ยังสนใจอย่างมากกับของที่มีสีตัดกันอย่างชัดเจน

การกระตุ้นการมองเห็นของช่วงวัยนี้ ให้ใช้วิธีหาของเล่นเด็กที่มีสีตัดกันชัดเจน อย่างเช่น โมบายสีขาว สีดำ สีแดง เป็นต้น หรือจะใช้สมุดภาพเข้ามาช่วยก็ได้ ขณะที่เอาของเล่นหรือสมุดภาพให้เด็กดู ควรจะพูดชื่อสีให้เด็กฟังด้วยเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านการสื่อสารให้กับเด็กไปในตัว นอกจากนี้เพื่อให้เด็กพัฒนาความจำในด้านการจดจำใบหน้าได้ พ่อแม่ควรจะสบตากับเด็กบ่อย

ในช่วงเดือนที่ 3

เด็กในช่วงวัยนี้จะเริ่มปรับโฟกัสเลนส์ตาได้ดีมากขึ้นกว่าก่อน สามารถกวาดสายตาไปมาเพื่อจับจ้องตามวัตถุใดวัตถุหนึ่งได้จากภาพกว้าง เริ่มมีการใช้มือสัมผัส พยายามหยิบจับวัตถุที่มองเห็น

การกระตุ้นการมองเห็นของช่วงวัยนี้ เพื่อให้เด็กถูกกระตุ้นประสาทสัมผัสทางตาและเพิ่มทักษะการใช้มือจับสิ่งของให้ดีขึ้น ควรจะหาของเล่นที่มีรูปทรงชัดเจนมาให้เด็กเพื่อให้เด็กได้โฟกัสการมองเห็นไปยังของเล่นนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากการกระตุ้นการมองเห็นด้วยตัวคุณพ่อคุณแม่เอง และของเล่นแล้ว การทานอาหารก็มีความสำคัญเช่นกัน การให้ทานอาหารที่เหมาะสมจะช่วยให้ระบบสายตาทำการพัฒนาได้ดี โดยควรเลือกอาหารที่มีวิตามินเอ ทอรีน ลูทีน และกรดไขมัน DHA หากเด็กได้รับสารอาหารเหล่านี้อย่างพอเพียงก็จะมีสุขภาพที่ดี สายตาดี ระบบขับถ่ายทำงานปกติ มีระบบทางเดินอาหารที่ดี ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนส่งผลให้เด็กพัฒนาเจริญเติบโตได้ดีขึ้น

เสริมสร้างพัฒนาการของเด็กในช่วงวัยแรกเกิดด้วยการกระตุ้น

ใช้สิ่งเร้าเพี่อให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น

ในช่วงเวลา 1,365 วันแรกของเด็ก ตั้งแต่เริ่มอยู่ในครรภ์จนไปถึงอายุ 3 ปี สมองจะมีพัฒนาการสูงที่สุดถึง 80% เวลาในช่วงนี้เป็นเวลาที่สำคัญที่สุดที่คุณแม่จะต้องสร้างพัฒนาการของเด็กให้มีความฉลาดในรอบด้าน โดยเริ่มแรกเมื่อเด็กถูกคลอดออกมาสมองของเด็กก็จะเริ่มทำงาน สิ่งสำคัญในช่วงนี้คือเด็กจะเริ่มเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 อันได้แก่ ตาดู หูฟัง ลิ้นรับรส จมูกสูดกลิ่น และผิวสัมผัส ในช่วงเวลานี้เด็กจะเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาแม้ในช่วงเวลาแรกเกิดสัปดาห์แรก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะอาศัยสิ่งกระตุ้นที่ดีเข้ามาด้วย หากคุณพ่อคุณแม่บางคนเข้าใจผิด เห็นว่าเด็กช่วงวัยนี้เอาแต่กินนอนคงไม่ค่อยเรียนรู้อะไร ก็จะขาดการให้สิ่งเร้าที่ดีอันได้แก่ ภาพ เสียง และการสัมผัส เด็กก็จะไม่สามารถมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวได้ ทำให้การเรียนรู้ไม่สามารถทำได้เต็มที่

ดังนั้นแล้ว สำหรับเด็กในช่วงวัยแรกเกิด จะมองข้ามไม่ได้เลยในเรื่องการนอนของเด็ก นั่นคืออย่าปล่อยให้เด็กนอนเฉย แต่ควรมีการกระตุ้นส่งเสริมด้วยการสัมผัสบ่อย อย่างการโอบกอด เพื่อช่วยพัฒนาประสาทสัมผัส ที่จะส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของสมอง ทำให้เกอดการรับรู้ การตอบสนอง และเรียนรู้ในการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อม ยิ่งส่งสมประสบการณ์มากและเร็ว สมองก็จะยิ่งทำงานได้ดีขึ้น เพราะการกระตุ้นจะช่วยให้เซลล์และเส้นใยประสาทของสมองเกิดการเชื่อมโยงเส้นประสาทสมองมากขึ้น

ตรวจสอบปฏิกิริยาตอบสนองของเด็กวัยแรกเกิด

ในช่วงวัยแรกเกิดเราจะได้เห็นพัฒนาการของเด็ก และจะมีอย่างหนึ่งที่แสดงออกมาผ่านทางกายที่เราเรียกกันว่าปฏิกิริยาสะท้อนกลับหรือปฏิกิริยาตอบสนองโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงพัฒนาการของสมองและเส้นประสาทที่ทำงานได้ตามปกติ แต่อาการเหล่านี้ก็จะหายไปเมื่อเด็กเติบโตขึ้น ทีนี้ถ้าหากเราอยากรู้ว่าเด็กหลังคลอดนั้นมีพัฒนาการที่ปกติครบถ้วนหรือไม่ เราสมารถตรวจสอบได้จากการเคลื่อนไหวร่างกายที่มาจากปฏิกิริยาตอบสนองของเด็กได้ ดังนี้

  • หากได้ยินเสียงดัง หรือวางเด็กนอนลงอย่างกะทันหัน เด็กจะแสดงอาการตสะดุ้ง ผวา ตกใจ ออกมา
  • เมื่อเด็กถูกสัมผัสที่บริเวณฝ่ามือ เด็กจะค่อย กำมือเข้าหาสิ่งที่มาสัมผัสนั้น และถ้าดึงก็จะยิ่งกำแน่นขึ้น
  • เมื่อแตะที่มุมปาก เด็กจะเผยอปากออกพร้อมกับหันไปหานิ้วที่แตะ เหมือนทำท่าจะเตรียมดูดนม
  • เมื่อได้ยินเสียงดัง มีแสงจ้าเข้าตา หรือโดนอุ้มแบบกะทันหัน เด็กจะร้องไห้ สะดุ้งตกใจ แอ่นหลัง กางแขนขาออก จากนั้นก็หดกลับไปงอตัวอย่างรวดเร็ว
  • เมื่อสัมผัสที่สันจมูก หรือทำการส่องไฟเข้าที่หน้า เด็กจะหลับตาแน่น
  • เมื่อเอามือไปแตะที่หลังมือหรือหลังเท้า เด็กจะกางนิ้วมือและนิ้วเท้าออก
  • เมื่อเอามือแตะที่ฝ่าเท้าเบา เข่าและเท้าจะงอ
  • ตอนที่เด็กนอนเอียงศีรษะไปทางด้านใดด้านหนึ่งพร้อมกับเหยียดแขนขางเดียวกัน แขนของอีกข้างขะงอขึ้น คล้าย กับท่ายิงธนู

ทั้งหมดนี้คือปฏิกิริยาสะท้อนกลับที่ควรจะเกิดขึ้น หากไม่พบปฏิกิริยาเหล่านี้อาจจะหมายถึงว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับพัฒนาการของเด็ก อย่างเช่น ได้ยินเสียงดังแต่ยังนอนเฉย แสดงว่าอาจจะมีปัญหากับการได้ยิน ดังนั้นสิ่งเหล่านี้คุณแม่จะต้องหมั่นคอยสังเกตอยู่อย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจสอบพัฒนาการของเด็ก

ตรวจสอบการได้ยินของเด็กวัยแรกเกิด

การได้ยินถือได้ว่าเป็นจุดหลักเริ่มต้นของการเรียนรู้เกี่ยวกับการสื่อสาร การพูด การออกเสียง เพราะเมื่อเด็กได้ยินเสียงของคนรอบข้างก็จะเกิดการพยายามเลียนแบบเสียงที่ได้ยินและสุดท้ายก็จะพัฒนากลายเป็นภาษาพูดต่อไป

ถึงแม้ว่าเด็กในช่วงวัยแรกเกิดนี้จะเอาแต่นอนเป็นส่วนใหญ่ในแต่ละวัน แต่เด็กก็สามารถได้ยินเสียงแล้ว เพียงแต่ตัวเด็กอาจจะยังหาต้นตอของเสียงยังไม่ได้ การจะตรวจสอบว่าเด็กแรกเกิดนั้นได้ยินเสียงหรือไม่ จะต้องทำการสังเกตดังนี้

  • หากเด็กได้ยินเสียงดัง เด็กเกิดอาการสะดุ้งตื่น หรือร้องไห้หรือไม่
  • เมื่อเอากระดิ่งมาสั่นเบา บริเวณใกล้ หู เด็กทำท่ากรอกตาหรือมีการเคลื่อนไหวบ้างหรือไม่

หากทำแล้วเด็กไม่มีการตอบสนองใด เกิดขึ้นคุณแม่ควรพาไปตรวจเช็คอย่างละเอียดกับแพทย์เพื่อดูว่าเด็กมีปัญหาในการได้ยินหรือไม่

หากตรวจสอบแล้วไม่พบปัญหาในการได้ยิน คุณแม่ก็ควรจะต้องกระตุ้นการได้ยินของเด้กตั้งแต่ยังแบเบาะ โดยทำการพูดคุยกับเด็กเมื่อเด็กตื่นนอน ร้องเพลงกล่อม หาของเล่นที่มีเสียงดังกรุ้งกริ้งให้เด็กฟัง เป็นต้น วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นการได้ยินของเด็กให้ทำงานดีขึ้น เพิ่มทักษะในการฟัง และเมื่อเด็กเติบโตขึ้นก็ให้เขาได้ฟังเสียงที่หลากหลายเพิ่มขึ้นเพื่อเสริมการเรียนรู้

พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ด้วยการโอบกอด

เด็กในช่วงวัยแรกเกิดมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนสลับการตื่นขึ้นมากินนมแม่และเล่นอีกเล็กน้อย คุณแม่สามารถใช้ช่วงเวลาเหล่านี้ในการสร้างความฉลาดทางอารมณ์ให้กับเด็กได้ด้วยการ สบตากับเด็ก ให้เด็กได้เห็นสีหน้ายิ้มแย้ม มีการพูดคุยเล่นกัน ร้องเพลงเบา ให้ฟัง มีการโอบกอดสัมผัสลูบเนื้อลูบตัวของเด็ก การทำแบบนี้จะช่วยให้เด็กรุ้สึกสบายใจ อบอุ่น มีความสุข อารมณ์ดี มีสมาธิ ไม่ตื่นกลัวต่อสิ่งต่าง มีความผูกพันมากขึ้นกับคุณแม่และคุณพ่อ

ทั้งหมดนี้ก็เพราะว่าการโอบกอดของคุณพ่อคุณแม่ทำให้เด็กได้ถูกกระตุ้นให้หลั่งสารแห่งความสุขในสมอง จึงทำให้เกิดความสงบสุขภายใน ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกมั่นใจและปลอดภัยทำให้ส่งผลต่อความฉลาดทางอารมณ์ของเขาได้

การดูแลสุขภาพของเด็กวัยแรกเกิด ควรทำอย่างไรบ้าง

คำถามที่หลายคนมักจะถามตัวเองบ่อย เกี่ยวกับอาการของลูกตัวเองในช่วงวัยแรกเกิดว่าอาการที่เด็กกำลังเป็นอยู่นั้น เป็นอาการปกติหรือผิดปกติ วันีน้เรามาดูกันว่าอาการแบบไหนที่ปกติ และอาการแบบไหนที่ผิดปกติ

อาการแบบปกติ

มีอาการแหวะนม

อาการแบบนี้มีสาเหตุมาจากหูรูดของกระเพาะอาหารยังปิดไม่สนิทดี ทางแก้คุณแม่จะต้องอุ้มเด็กให้ดูดนมในท่าครึ่งนั่งครึ่งนอน แต่ถ้าให้นมเป็นดูดจากขวดนมก็จะต้องให้น้ำนมท่วมขวดนมอยู่ตลอด และหลังจากให้นมเสร็จในทุกมื้อจะต้องมีการไล่ลมเสมอทุกครั้ง โดยให้เด็กนอนหัวสูงและตะแคงขวาหลังดูดนมเสร็จประมาณครึ่งชั่วโมง ท่านี้จะช่วยให้หูรูดกระเพาะอาหารอยู่สูงขึ้น

มีอาการสะอึก

อาการแบบนี้มีสาเหตุมาจากการทำงานของกะบังลมไม่ปกติ ดังนั้นควรให้เด็กดูดนมหรือน้ำก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้

ถ่ายอุจจาระบ่อย

เรื่องนี้ถ้าหากว่าเด็กกินนมแม่ ปกติก็จะถ่ายบ่อยประมาณวันละ 8 – 10 ครั้ง โดยสีของอุจจาระที่ออกมาก็จะออกเป็นสีเหลืองทอง ซึ่งก็ถือว่าปกติ

มีปานแดง

ถ้าหากว่ามีปานแดงเกิดขึ้นบริเวณเปลือกตา หน้าผาก ท้ายทอย ปานเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะหายเองตอนเด็กอายุถึง 1 ขวบโดยประมาณ

มีเลือดออกตามใต้ตาขาว

อาการนี้เกิดจากแรงเบ่งตอนคลอดของแม่ หรือเกิดจากการหดรัดตัวแรง ของมดลูกตอนคลอด วึ่งมันจะทำให้เส้นเลือดฝอยในตาของเด็กแตกจึงเห็นเป็นอาการเลือดออกใต้ตาขาว แต่ไม่ต้องกังวลเพราะส่วนใหญ่แล้วจะหายเองได้ใน 2 – 3 อาทิตย์

ลิ้นเป็นฝ้าออกสีขาว

ฝ้านี้เป็นคราบน้ำนม วิธีแก้ไขคือให้คุณแม่เอาผ้าอ้อมสะอาดชุบน้ำแล้วเช็ดถูที่ลิ้นและเหงือกในปากของเด็ก คราบน้ำนมก็จะหายไป ควรทำเป็นประจำเพื่อไม่ให้คราบน้ำนมจับกันหนาเกินไป

สิว

สิวเราสามารถพบได้ตั้งแต่ช่วงแรกเกิดจนกระทั่งถึงอายุประมาณ 3 – 4 เดือน ที่เกิดสิวขึ้นได้นั้นก็เพราะมีฮอร์โมนของแม่ส่งผ่านไปตามสายสะดือจนถึงตัวเด็กจึงทำให้มีโอกาสเป็นสิวได้ ก็ไม่ต้องทำการรักษาใด สามารถหายได้เอง

มีอาการนมตั้งเต้า

อาการนี้ก็คล้ายกันกับสิวตรงที่มีสาเหตุเดียวกัน นั่นคือเพราะมีฮอรืโมนของแม่ส่งผ่านสายสะดือสู่ตัวเด็ก ซักพักก็จะหายไปเอง

ถุงอัณฑะใหญ่ผิดปกติ

ที่เกิดอาการนี้ขึ้นก็เพราะมีถุงน้ำอยู่ที่ลูกอัณฑะ เป็นส่วนที่ติดค้างมาตั้งแต่อยู่ในท้องของแม่ ซึ่งความจริงแล้วควรจะปิดก่อนคลอด แต่ไม่ต้องกังวลเพราะจะหายไปได้เองใน 1 ปี

อาการแบบผิดปกติ

มีอาการซึม

ถ้าหากว่าเด็กไม่ดูดนม มีไข้ขึ้นตัวร้อน หรือมีอาการตัวเย็น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณถึงอันตรายจะต้องรีบพาไปพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นอาการติดเชื้อ

มีอาการตัวเหลือง

ตามปกติแล้วนั้น เด็กทารกเมื่อแรกเกิดอาจจะมีอาการตัวเหลือเกิดขึ้นได้ นั่นก็เพราะเม็ดเลือดแดงภายในร่างกายส่วนหนึ่งเกิดแตกขึ้นมา ทำให้มีสารสีเหลืองอย่างบิลิรูบินออกมา แต่ถ้าหากพบว่าผิวหนังเป็นสีเหลืองมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะมีอาการลามไปยังช่วงท้องด้านล่างและขา จะต้องรีบพาไปพบแพทย์ในทันที เพราะถ้าหากมีสารบิลิรูบินมากไปมันจะไปจับที่เนื้อของสมอง เป็นผลให้เซลล์สมองได้รับอันตราย ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดอาการชัก เกร็ก และอาจจะกลายเป็นเด็กพิการถาวรได้

มีอาการอาเจียน

ถ้าหากลูกอาเจียนออกมาบ่อยและมากผิดปกติ และในบางครั้งก็อาเจียนออกมาทางจมูกด้วย จะต้องรีบพาไปพบแพทย์

มีอาการตาแฉะ และมีน้ำต่อเอ่อขังในตา

หากพบอาการแบบนี้ให้นวดเบา ที่บริเวณท่อและถุงน้ำตา เพื่อกระตุ้นให้ท่อน้ำตาเปิด และป้องกันเยื่อบุตาและถุงน้ำตาเกิดการอักเสบ การนวดควรทำวันละ 2 – 3 ครั้ง ใช้ระยะเวลาครั้งหนึ่งประมาณ 10 นาที ก่อนทำจะต้องเตรียมความสะอาดของมือให้เรียบร้อยก่อนโดยล้างให้สะอาดและตัดเล็บให้สั้น วิธีการนวดให้เอานิ้วก้อยวางตรงบริเวณใต้หัวตา ชิดกับดั้งของจมูก กดลงไปเบา และรีดจากบนลงล่างจากนั้นก็ทำการนวดตามแนวขวาง ถ้าหากพบว่ามีขี้ตามาก ให้ใช้สำลีชุบน้ำต้มสุกเช็ดออก และอาจจะเอายาหยอดตาที่เป็นยาปฏิชีวนะมาหยอดลงไปด้วย สุดท้ายอาการตาแฉะนี้จะหายได้เองใน 6 – 12 เดือน

เกิดเชื้อราขึ้นในช่องปาก

อาการนี้จะเห็นเป็นคราบขาว คล้ายกับคราบน้ำนม ติดอยู่ที่บริเวณของริมฝีปาก ลิ้น เหงือ เพดาน กระพุ้งแก้ม และจะยึดติดอย่างมากกับเยื่อบุ เช็ดถูออกได้ยาก และหากเช็ดแรงก็จะเกิดเลือดไหลและอาจจะกลายเป็นสาเหตุของการติดเชื้อได้ การป้องกันจะต้องทำความสะอาดและดูแลอุปกรณ์ชงนมให้ดีฆ่าเชื้อให้สะอาดด้วยน้ำร้อน

สะดือเกิดการอักเสบ

อาการนี้เกิดการติดเชื้อที่บิรเวณสะดือ จะต้องรีบพาพบแพทย์ในทันที

ทั้งหมดนี้ก็คืออาการในแบบต่าง ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทารกช่วงวัยแรกเกิด ที่จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิดและหมั่นสังเกตอาการเหล่านี้ให้ดี เพื่อให้เด็กปลอดภัยและเติบโตสดใสสุขภาพแข็งแรง

อาหารของเด็กวัยแรกเกิด ทานอะไรได้บ้าง

เมื่อกล่าวถึงอาหารสำหรับเด็กวัยแรกเกิดที่เด็กสามารถทานได้นั้น อาหารที่ดีที่สุดสำหรับวัยนี้และจะขาดไม่ได้เลยคือนมแม่นั่นก็เพราะว่าในนมแม่นั้นมีสารอาหารต่าง ที่จำเป็นรวมไปถึงสารกระตุ้นภูมิต้านทาน จึงดีต่อสุขภาพของเด็กอย่างที่สุด

ภายในนมแม่นั้นประกอบไปด้วย DHA เป็นสารอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและบำรุงสายตา โปรตีน สารอาหารตัวนี้จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเด็ก ลดโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ ช่วยลดอาการติดเชื้อ และที่สำคัญมาก คือหัวน้ำนมหรือน้ำนมช่วง 7 วันแรกหลังคลอด น้ำนมแบบนี้จะมีสีออกเหลือง จึงเรียกกันว่าน้ำนมเหลือง(โคลอสตรัม) ในน้ำนมชนิดนี้มีภูมิคุ้มกันสูงมาก และมากกว่านมวัวถึง 3,000 เท่า ทั้งยังมีสารช่วยย่อย และสารเร่งการเจริญเติบโตของร่างกายและสมอง ดังนั้นการให้เด็ดดูดนมแม่หลังคลอดจึงเป็นสิ่งที่ดีต่อสุดกับร่างกายและสมองของเด็ก

ในช่วงวัยแรกเกิด เด็กจะมีความต้องการน้ำนมอยู่ที่ 2.5 – 3.0 ออนซ์/น้ำหนักตัวครึ่งกิโลกรัม และหากตัวเด็กมีน้ำหนักแรกเกิดอยู่ที่ประมาณ 4 กิโลกรัม จะได้ปริมาณน้ำนมที่เด็กต้องการในแต่ละวันประมาณ 24 ออนซ์ สรุปคือเด็กจะต้องการกินนมวันหนึ่งเท่ากับ 24 ออนซ์ การกินนมของเด็กทั่วไปจะมีความถี่อยู่ที่ทุก เกือบ 2 ชั่วโมง ในแต่ละครั้งก็จะกินครั้งละประมาณ 2 ออนซ์ วันหนึ่งกินหลาย ครั้ง

นมแม่เป็นอาหารที่สำคัญที่สุดกับเด็กช่วงวัยแรกเกิด เพราะช่วยเสริมสร้างร่างกาย และสมองให้เจริญเติบโตแข็งแรง ดังนั้นจึงห้ามขาดโดยเด็ดขาด นอกจากนี้เด็กควรได้กินนมแม่ติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือนจึงจะดีที่สุด

วัยแรกเกิด กับพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

พัฒนาการของเด็กช่วงวัยแรกเกิด

เด็กน้อยในช่วง “วัยแรกเกิด” โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์แรกหลังคลอด คุณแม่มือใหม่ก็จะพบเพียงว่าลูกของตัวเองนั้นเอาแต่นอนทั้งวันทั้งคืน และก็คงจะทำอะไรไม่ได้มาก แต่ความจริงแล้วในทุกนาทีที่ผ่านไปคุณแม่นั้นสามารถช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้กับลูกของตัวเองได้ไม่ต่างกับช่วงวัยอื่น ๆ ของทารก อีกทั้งช่วงเวลานี้ก็เป้นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญมาก

การเรียนรู้ในช่วงวัยแรกเกิด

  • ในช่วงอาทิตย์แรกหลังจากออกมาจากท้องแม่ เด็กน้อยจะต้องการเวลาในการนอนหลับอีกประมาณ 17 – 18 ชั่วโมงต่อวัน โดยการนอนหลับที่เพียงพอจะช่วยให้ เรื่องการนอนหลับนี้สำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาเติบโตทั้งทางร่างกายและสมองของเด็ก เพราะในขณะที่นอนหลับร่างกายของเด็กจะหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโตและยังช่วยเพิ่มพลังให้กับสมองทำให้เรียนรู้ได้ดีในช่วงที่ตื่นนอน ดังนั้นให้ระวังในเรื่องให้เด็กอยู่ในจุดที่เสียงดังเกินไป เย็นหรือร้อนเกินไป เพราะสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีเหล่านี้จะทำอันตรายต่อการพัฒนาการของเด็กได้
  • ประสาทหูของเด็กในช่วงนี้จะดีอย่างมาก ได้ยินเสียงอะไรนิดหน่อยก็จะผวา สะดุ้ง ตกใจ
  • เวลาเจอกับแสงจ้าจะหยี่ตา ประสิทธิภาพของตายังทำงานได้ไม่ดีมากนัก ก็จะทำให้มองได้ในระยะแค่เพียงไม่เกิน 8 นิ้วเท่านั้น
  • เด็กช่วงวัยนี้สามารถรับรู้ได้ถึงถึงรู้สึกในขณะที่ถูกอุ้ม ถูกกอด และจำดีมากถ้าคุณแม่อุ้มเด็กเอาไว้ในท่วงท่าที่มั่นคงเพื่อให้นม เด็กก็จะสามารถไซร้หาหัวนมของคุณแม่ได้
  • เด็กในช่วงวัยยี้สมารถคว้าจับสิ่งของได้แล้ว หากมีอะไรบางอย่างเข้าไปแตะโดน หรือให้คุณแม่เอานิ้วสอดเข้าไปในอุ้งมือของเด็ก เด็กก็จะกำนิ้วของคุณแม่ไว้แน่น
  • เด็กในช่วง 3 – 4 วันหลังคลอด จะสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างรสหวานกับขมได้แล้ว

การเคลื่อนไหวในช่วงวัยแรกเกิด

  • ด้วยที่หัวรูปทรงของศีรษะในช่วงนี้จัยาวได้ถึงเกือบครึ่งของลำตัว ทำให้สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างจำกัด ดังนั้นการเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกการ ขยับแขนขาเล้กน้อย กระพริบตาได้ ส่ายศีรษะไปมาได้นิดหน่อย เป็นต้น และโดยส่วนใหญ่การเคลื่อนไหวในช่วงนี้จะเป็นในลักษณะของปฏิกิริยาการสะท้อนกลับ อย่างอาการสะดุ้งและผวาหากมีเสียงดังเกิดขึ้นในช่วงการนอนหลับ  หรือหากเอานิ้วเข้าไปเขี่ยวเบา ๆ ที่แก้มก็จะหันตามในทิศทางที่ถูกสัมผัส
  • เด็กสามารถหันศีรษะจะด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งได้ และในบางครั้งอาจจะยกขึ้นลงได้เล็กน้อย
  • ถ้าหากจับเด็กอุ่มขึ้นบ่า เด็กจะพยายามยกศีรษะขึ้นและขยับร่างกาย แต่ถ้าหากจับนอนคว่ำเด็กจะพยายามนอนในท่าคุดคู้ทำตัวกลม
  • คุณแม่สามารถช่วยกระตุ้นให้เด็กพัฒนาด้านการเคลื่อนไหวมากขึ้นได้ โดยการโอบอุ้มหรือนวดสัมผัสตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเด็กบ่อย ๆ จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกายและการเรียนรู้ดีมากขึ้น

การสื่อสารในช่วงวัยแรกเกิด

ในช่วงวัยแรกเกิดนี้จะยังพูดไม่ได้แต่เด็กจะสื่อสารได้แบบง่าย ๆ ด้วยการส่งเสียง ร้อง อย่างเช่นเมื่อหิว เมื่อไม่สบายเนื้อสบายตัว ก็จะส่งเสียงร้องออกมา และหากคุณแม่ตอบสนองสิ่งเหล่านี้ได้อย่างถูกต้องและทันเวลาด้วยการอุ้มด้วยท่านั่งที่มั่นคง ก็จะทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ไม่มีอารมณ์เกรี้ยวกราด และกลายเป็นเด็กอารมณ์ดีไปได้ในที่สุด

การแสดงอารมณ์ในช่วงวัยแรกเกิด

  • ในช่วงวัยนี้เด็กจะมีเวลาในการตื่นประมาณ 3% ในช่วงตลอดทั้งวัน ดันั้นขณะที่ตื่นคุณแม่ควรจะมีการสบตาทักทายกับเด็กเพื่อสร้างความรักความอบอุ่นและทำให้คุ้นเคยกันมากขึ้น
  • เด็กในช่วงวัยนี้ชอบมากใการมองหน้าคนจริง ๆ มากกว่ามองสิ่งของต่าง ๆ รอบตัว และชอบฟังเสียงสูงของแม่มากกว่าเสียงทุ้ม ๆ ของพ่อ
  • ในช่วงวัยนี้เด็กจะชอบมองดูของที่มีลวดลายมากกว่าพวกสีแบบเรียบ ๆ เพราะว่าไม่ว่าจะมองมุมไหนแสงอย่างไรก็ยังมีลวดลายเหมือนเดิม แต่สีมันเปลี่ยนไปตามความสว่างของห้อง

ในช่วงวันนี้คุณแม่จะสังเกตเห็นได้ว่าเด็กในช่วงวัยนี้ยังใหม่มากกับโลกใบนี้ ทำให้เด็กชอบที่จะสนใจเรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ อย่างมาก และมีการปรับตัวพัฒนาศักยภาพของสมองและร่างกายอย่างเป็นขั้นเป็นตอน สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจและเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กให้ครบถ้วนรอบด้าน และเหมาะสม